A: Analysis : 1) Goal วิเคราห์วัตถุประสงค์ , วิเคราะห์เนื้อหา
2) Audience กลุ่มเป้าหมายคือใคร
3) Environment สภาพแวดล้อง บริบทต่างๆ
D: Design : 1) Site Structure โครงสร้างเว็บไซต์
2) Storyboard ออกแบบแต่ละหน้าเพจให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
3) Interfate Design "Rapid Prototype ภาพออกแบบคร่าวๆ"
D: Development : 1) Tool ซอฟแวร์ต่างๆ เช่น Photoshop, Dreamwaever
2) Team ทีมในการออกแบบเว็บ ทีม กราฟฟิค ทีมรวบรวมจัดเรียง เนื้อหา ทีมตัดต่อวิดีโอ ทีมพัฒนาเว็บ "Rapid Prototype"
I: Implement: 1) Pilot การนำไปทดลองใช้ > ปรับแก้ตามข้อบกพร่อง หรือข้อเสนอแนะ
2) Rollout Plan
* อาจจะมีการทดลองใช้กับผู้สอนด้วย และต้องตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆในโรงเรียนด้วยว่ามีความพร้อมหรือไม่*
E: Evaluation: 1) SMEs
2) Audience
การวัดประเมินผลต้องทำอย่างเป็นระบบและมีคุณภาพ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสรับฟังความเห็นกับผู้ใช้งานจริง 1) ประเมินผลระหว่างการพัฒนา
2) ประเมินผลเมื่อพัฒนาบทเรียนจบแล้ว
Gagne:
1. Gain Attention : การเรียกความสนใจจากผู้เรียน เช่น การนำคลิปวิดีโอมาให้ผู้เรียนชม
2. Inforn Learner Objective :แจ้งผู้เรียนให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ของบทเรียนนั้นๆ ของ bloom จะชัดเจนที่สุด คือมี 3 ด้าน พุทธพิสัย, จิตพิสัย,ทักษะพิสัย
3.Stimulate Recall of Prior Learning: การกระตุ้นความรู้เดิมเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ เช่น Pre-test หรือจะใช้ถามตอบ แบบ Real time โดยใช้ chat room หรือแบบไม่ประสานเวลา โดยการโพสท์คำถามไว้ให้ผู้เรียนมาตอบ
4.Present the content: การนำเสนอเนื้อหา อาจจะเป็นสรุป หรือจะเป็นเนื้อหาแบบมีปฏิสัมพันธ์ โดยเนื้อหาอาจจะอยู่ในรูปแบบของพาวเวอร์พ้อยท์, PDF , Flash movie, E-book, CAI เป็นต้น
5.Provide Learning Guidence: การให้คำแนะนำระหว่างการเรียน การให้แนะนำบนบท อาจจะมีหน้า FAQ คำถามที่พบเจอบ่อยๆ หรืออาจจะมีปุ่ม Help แบบ realtime หรือ ไม่ Realtime
6.Elicit Perfomance: การตรวจสอบว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่ โดยอาจจะมี แบบฝึกหัดต่างๆ โดยอาจจะมี Discussion Board หรือมอบหมายงานต่างๆเป็นกลุ่มได้ โดยส่งผ่าน Communication Tool ต่างๆได้
7.Provide Feedback: การให้ข้อเสนอแนะกับผู้เรียน อาจจะผ่านทาง Announcement, Chat room, E-mail ต่างๆ
8.Assess Performance: การประเมินผลว่าผู้เรียนได้เรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่เราระบุไว้มั้ย > ควรมีความหลากหลาย อาจจะใช้โดยการเช็คว่าผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆในเว็บที่เรากำหนดไว้บ่อยแค่ไหน และดูขั้นกระบวนการและขั้นชิ้นงาน การใช้ Rubric เพื่อประเมินผลตามสภาพความเป็นจริง
9.Enhance Retention & Transfer to the job: การเพิ่มให้แน่ใจว่าผู้เรียนได้รับความรู้ เช่น การทบทวนและการเสนอแนะนำไปใช้ในเนื้อหาบทต่อไป พร้อมทั้งมีการเชื่อมโยงให้ผู้เรียนเห็นเป็นรูปธรรม หรือ การตั้งโจทย์ที่ท้าทายให้ผู้เรียนร่วมกันอภิปรายผ่าน Discussion board
WBI Design: หลักในการออกแบบ - เนื้อหา
- กิจกรรม
1. เนื้อหา: กำหนดวัตถุประสงค์การใช้บทเรียนอย่างชัดเจน , ใช้สีอย่างเหมาะสม, การใช้หัวข้อใหญ่-ย่อย, การใช้ถ้อยคำสะน กระทัดรัด, การนำสื่อประสมมาใช้, การใช้ตาราง ทำให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
2.กิจกรรม: เน้นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนการสอนให้มีประสิทธภาพมากยิ่งขึ้น
-ประสานเวลา: ผ่าน chat / viideo conference
-ไม่ประสานเวลา : E-mail
-แบบร่วมมือ : เป็นการเรียนการสอนแบบผสมผสานระหว่าง synchonous และ asynchonous ซึ่งจะพิจารณาตามความเหมาะสมของเนื้อหาและกิจกรรม
บทสรุป: ในการออกแบบบทเรียน จะมี2หลักการใหญ่คือ เป็นระบบ ADDIE MODEL และ Gagne การออกแบบบทเรียนแบบเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งถ้าพิจารณาดีๆแล้วจะเหมือนกับการเขียนแผนการสอน คือมี 3 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ ขั้นนำ ขั้นสอน และขั้นสรุป นอกจากนี้ยังมีทริปต่างๆ เช่น การใช้สี การติดต่อสือสาร การใช้ตางราง หรือการนำสื่อประสมเข้ามาให้บทเรียนมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้เรื่อง Site Structure
คือ การกำหนดแผงผังของการลำดับเนื้อหา ทำให้เรารู้ส่วนประกอบต่างๆของเว็บไซต์เรา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากเลยทีเดียว ทำให้เรามีแนวทางการในการดำเนินงานอย่างถูกต้อง
ซึ่งสามาระทำได้หล่ายแบบ แต่นิยมอยู่ 2 แบบ คือ 1) การจัดตามกลุ่มเนื้อหา 2) การจัดตามกลุ่มผู้ชม
การออกแบบตามแบบ Lint& Horton เสนอไว้ว่าการออกแบบ Site structure มีอยู่ 3 รูปแบบคือ
1)Sequence: แบบเรียงลำดับ คือการออกแบบเว็บไซต์ไปทีละหน้า เหมาะกับเว็บๆซต์ที่มีจำนวนเว็บเพจไม่มาก
2) Hierarchy : ออกแบบเป็นแบบระดับชั้น เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีเว็บเพจมาก เป็นแบบที่นิยม เห็นได้ทั่วไป
3) Combination : เหมาะกับเว็บไซต์ที่มีความซับซ้อน คือนำข้อดีของสองรูปแบบข้างต้นมาผสมกัน
สรุป: การออกแบบ site structure มีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน เราสามารนำมาผสมผสานเพื่อให้เหมาะสมกับเว็บไซต์ของเรา เพื่อให้เกิดประสิทธภาพอย่างสูงสุด
นอกจากนี้ยังได้เรื่อง Page Design
ในเวบเพจหน้าหนึ่งจะมี 4 องค์ประกอบด้วยกันคือ
1.Page Header: มักจะใส่ชื่อผู้จัดทำไว้ เพราะเป็นส่วนแรกที่ผู้เข้าชมมอง มุมบนซ้าย
2.Navigation Bar : เชื่อมโยงไปยังส่วนต่างๆของเว็บไซต์
Body: ตัวเนื้อหา อาจจะมีตัวนำทาง ซึ่งมักจอยู่ด้านขวาของเนื้อหา
3. Page footer : อาจจะใส่ Text Link ต่างๆไว้ นิยมใส่ชื่อของหน่วยงาน หรือแบนเนอร์ของผู้ให้การสนับสนุน
โดยปกติแล้ว องค์ประกอบ 4 อย่างนี้จะเป็นรุปแบบที่คงที่เหมือนกันหมด Template อาจเปลี่ยนบ้างในส่วนของ Body
หลักการออกแบบหน้าเว็บเพจ:
1. Simplysity คือ การจัดแต่เฉพาะองค์ประกอบหลักๆ ควรเลือกให้พอเหมาะ มีรูปแบบที่เรียบง่าย สีของตัวอักษรก็ไม่ควรมากมายจนเกินไป
2.Consistensy : ความสม่ำเสมอ คือ การสร้างความสม่ำเสมอให้เกิดขึ้นทั้งเว็บไซต์ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานเกิดความเหมาะสม
3.Warm tone colour : การเลือกใช้สี ควรให้เหมาะสม, สีจะมีอิทธิพลในเรื่องของอารมณ์ด้วย เช่น สีโทนเย็น จะให้ความรู้สึกสงบ สีโทนร้อนจะให้ความรู้สึกที่ตื่นเต้น รุนแรง เพราะฉะนั้นเรีอง สีก็เป็นปัจจัยสำคัญ
Warm tone colour: ทำให้หมดจากความเฉื่อยชา ทำให้มีชีวิตชีวา
4.Cool Colour : แสดงถึงความสุภาพ อ่อนโยน มีความเรียบร้อย สามาระโน้มน้ามในระยะไกลได้ "กลุ่มสีที่ปลอดภัย"
5.Neutral tone coulour: สีโทนกลาง ประกอบด้วย ขาว เทา ดำ น้ำตาล
**นอกจากนั้นสียังช่วยเสริมเอกลักษณ์ขององกรค์ได้อีกด้วย ***
โดยมีเว็บไซต์แนะนำในเรื่องของการใช้สีคือ adobe kuler , colourlovers
การออกแบบระบบนำทาง: องค์ประกอบคือ เมนูหลัก, เมนูเฉพาะกลุ่ม,เครื่องมือเสริม เช่น ช่องค้นหา
จะต้องออกแบบให้ระบบนำทางของเรา เข้าถึงง่าย, สื่อความหมายเข้าใจง่าย, มีความสม่ำเสมอและเป็นระบบ, มีการตอบสนองเมื่อใช้งาน, จำนวนรายการที่พอเหมาะ, ควรมีหลายทางให้เลือกใช้ ทั้งกราฟฟิคและข้อความ หรือ เมนูแบบช่องค้นหา, มีลิงค์กลับไฮมเพจได้เสมอ
เทคนิค Text& Button, Drop down list, On mouse Over
สิ่งที่ต้องเตรียมมา: เตรียม พรีเซนต์โครงสร้าง เว็บเควสท์ของเราความคิดเห็นอื่นๆ: วันนี้ งานเยอะที่สุดเลยค่ะ เหนื่อยๆๆๆ
ไม่ต้องVote ละคะ งานคู่ งานคู่ งานคู่ มติเป็นเอกฉันท์ชัวร์!!!!!

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น